Chiang Mai Cartoon Club Community - เว็บบอร์ดชมรมการ์ตูนเชียงใหม่
February 11, 2012, 12:14:28 PM *
Welcome, Guest. Please login or register.
Did you miss your activation email?

Login with username, password and session length
News: งานกาดการ์ตูนเชียงใหม่ #6 เปิดรับสมัครเซอร์เคิลแล้ว อ่านรายละเอียดได้ในหมวด Doujinshi Market ครับ
 
   Home   Help Web Page Search Calendar Gallery Login Register  
Pages: [1]
  Print  
Author Topic: [How to] พื้นฐานการใช้กล้องดิจิตอล  (Read 7707 times)
Dome
ผู้ช่วยองค์การบริหารส่วนบอร์ด
ชาวบ้านบทน้อย
*****

ค่ากรรม +0/-0
Offline Offline

Posts: 68


งานยุ๊งยุ่ง


View Profile
« on: April 08, 2009, 08:47:49 PM »

เดี๋ยวค่อยๆเรียบเรียง ค่อยๆมาเพิ่มทีละส่วนนะ ใจเย็นๆ โดมรักทุกคน  Wink
« Last Edit: August 25, 2009, 10:33:12 AM by Inw[Suika] » Logged
Dome
ผู้ช่วยองค์การบริหารส่วนบอร์ด
ชาวบ้านบทน้อย
*****

ค่ากรรม +0/-0
Offline Offline

Posts: 68


งานยุ๊งยุ่ง


View Profile
« Reply #1 on: April 08, 2009, 11:31:30 PM »

อะแฮ่ม!!


ผมจะขอข้ามการทำงานของกล้องดิจิตอล CCD และกระบวนการโปรเซสในกล้องไปก่อนนะ

0.รูปมาจากใหน
รูปที่ได้นั้น มาจากแสงสะท้อนวัตถุเข้ามาสู่ตัวกล้อง เริ่มจากมีแหล่งกำเนิดแสงให้แสงตกลงวัตถุ วัตถุสะท้อนแสงไปที่เลนส์ เลนส์จะทำหน้าที่รวมแสงและควบคุมปริมาณแสง แสงไปยังกล้อง และเข้าไปสู่ CCD และกล้องจะประมวลผลรูปนั้นแล้ว
ส่งไปเก็บที่การ์ดหน่วยความจำ


กระบวนการได้รูป

1.Pixel คืออะไร
ในระบบดิจิตอลนั้น พิกเซลก็คือความละเอียดของภาพนั้นๆ มาจากการนำความยาวคูณด้วยความกว้างจะได้เป็นจำนวนพิกเซลรวม มีค่าเป็น mp (million pixel หรือ ล้านพิกเซล)
อย่างเช่นในกล้อง Pentax K100Dsของผมจะมีความละเอียด6ล้านพิกเซล หรือเขียนได้ว่า 6mp (million Pixel)


พิกเซลน้อยภาพจะแตก


พิกเซลมากภาพจะชัดกว่า

2.สัดส่วนของภาพ
ในระบบดิจิตอลที่ใช้กันทั่วไปนั้นจะเห็นได้ว่ามีสัดส่วนอยู่สองรูปแบบคือ 3:2 และ 4:3


3:2


4:3

รูปขนาด 3:2นั้นส่วนใหญ่จะพบได้จากกล้อง DSLR (Digital Single-Lens Reflex) และกล้องคอมแพ็คที่ระบุไว้ว่าเป็นสัดส่วน 3:2หรืออื่นๆ โดยจะอยู่นอกวงเล็บหน้าความละเอียดนั้นๆ คอมแพ็กเกือบทุกตัวจะมีสัดส่วนอยู่ที่ 4:3 ถ้าไม่ได้ระบุสัดส่วนหน้า
วงเล็บแล้วก็จะเป็น4:3ทั้งหมด


ความละเอียดที่เลือกได้ในกล้อง Fuji S2000HD

3.ประเภทของกล้อง

กล้องที่ใช้กันทั่วไปจะมีสองประเภทใหญ่คือ กล้อง Compact กับ กล้อง DSLR

3.1 ความแตกต่างในการทำงาน

3.1.1 Compact จะมีการทำงานคือรับแสงโดยตรงจากเลนส์แล้วส่งไปที่ CCD ของกล้อง (CCDของกล้องดิจิตอลเปรียบเสมือนฟิล์มในกล้องฟิล์ม จะอธิบายในภายถัดไป) ไม่มีการเปิดปิดม่านชัตเตอร์ จึงทำให้ ภาพส่งตรงไปที่ CCD โดยตรง
แล้วCCD นั้นก็ส่งไปที่จอLCD หลังกล้องต่อกันไป จึงทำให้LCD หลังกล้องคอมแพ็คนั้นสามารถเห็นรูปที่จะถ่ายได้ตลอดเวลา เมื่อเวลาบันทึกก็จะนำภาพนั้นๆประมวลผลส่งตรงไปที่เมโมรี่การ์ดทันที ข้อดีก็คือเราจะเห็นรูปที่จะถ่ายนั้นได้ตลอด
เวลา โดยที่ความสว่างและจุดที่เราโฟกัสนั้นจะได้เหมือนที่เราเห็นหลังกล้องทุกประการ ข้อเสียคือมันจะมีเวลาหน่วงหลังจากที่กดชัตเตอร์ไปแล้วซักพักหนึ่ง


(Credit http://www.letsgodigital.org)
Compact Digital Camera

CCD ของกล้องคอมแพ็กต์นั้นจะมีขนาดที่เล็กกว่ากล้องDSLRมาก ในจำนวนพิกเซลที่เท่ากันแล้ว CCDเล็กกว่าย่อมเสียเปรียบCCD ที่ใหญ่กว่า และ CCDที่เล็กกว่าแต่รองรับจำนวนPixelจำนวนมาก จะส่งผลทำให้ CCD มีความร้อนสูง ไม่
เชื่อลองเอาคอมแพ็กต์ถ่ายรูปเยอะๆ แล้วเอาแก้มแนบดูจะรู้สึกว่ากล้องร้อน

3.1.2 DSLR จะมีการทำงานที่ต่างออกไป คือแสงที่เข้าสู่เลนส์นั้นจะวิ่งเข้าไปที่กระจกที่ทำมุม45องศากับตัวเลนส์ แล้วสะท้อนไปมาอีกทีในปริซึ่มที่อยู่บนกะโหลกกล้อง (กะโหลกกล้องก็ไอ้ที่เห็นหัวใหญ่ๆแล้วมีชื่อยี่ห้ออยู่ตรงนั้นแหละ) แล้วก็วิ่ง
เข้าสู่ View Finder (ช่องที่ตากล้องเอาตาส่องเข้าไปน่ะ) แล้วก็เข้าสู่ตาผู้ถ่ายทันที ฉะนั้น ภาพที่ได้จากView Finder นั้นจะเป็นภาพที่ส่งตรงมาจากเลนส์ทุกประการ
วิธีที่กล้องจะบันทึกภาพนั้น พอกดชัตเตอร์ลงไปแล้วกล้องจะทำการ ยกกระจกขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อให้แสงที่มาจากเลนส์ที่วิ่งมานั้นเข้าสู่ CCD และกล้องก็จะทำการประมวลผลแล้วเก็บข้อมูลหรือรูปที่ได้นั้นไว้ที่การ์ดความจำเป็นขั้นตอนสุดท้าย
จึงเห็นได้ว่า ในกล้อง DSLR เมื่อกดชัตเตอร์ลงไปแล้วในช่องView Finder จะมืดลงในชั่วระยะเวลาหนึ่งซึ่งเกิดมาจากการที่กล้องยกกระจกขึ้นมานั่นเอง


(Credit http://www.letsgodigital.org)
DSLR Camera

CCD ในกล้องDSLR นั้นจะมีขนาดที่ใหญ่กว่ากล้องคอมแพ็คมาก ทำให้ความหนาแน่นของPixel ใน CCD มีน้อย อีกทั้งไม่จำเป็นต้องทำงานตลอดเวลามีผลทำให้ จำนวนน้อยส์ (Noise หรือเม็ดสีแปลกปลอม) น้อยกว่ากล้องคอมแพ็คค่อนข้าง
มาก และมีความร้อนต่ำจึงมีผลให้อายุการทำงานยาวนานกว่า

3.2 ความแตกต่างทางกายภาพ
กล้องDSLRมีความแตกต่างกับกล้องคอมแพ็ก คือสามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ และระบบการทำงานภายในที่ต่างกัน วิธีซูม(เข้า-ออก)ก็จะแตกต่างกันไป โดยที่ DSLR จะใช้วิธีบังคับที่ตัวเลนส์โดยการบิดส่วนกลางของเลนส์เพื่อให้ตัวเลนส์ที่อยู่ภาย
ในวิ่งไปมา ส่วนคอมแพ็กต์นั้นจะใช้วิธีกดหรือเลื่อนปุ่มซูมที่อยู่บนตัวกล้อง แต่กล้องคอมแพกต์บางรุ่นนั้นที่มีรูปทรงเหมือนกล้องDSLR ก็จะสามารถซูมโดยการบิดที่เลนส์ได้


(Credit http://www.letsgodigital.org)
DSLR-Like Compact Camera

รูปข้างบนนี้เป็นกล้องคอมแพ็กต์ที่มีรูปทรงเหมือน DSLR จะมีความสามารถค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับคอมแพ็กต์ตัวเล็กๆ เพียงแต่ว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ แล้วขนาดCCDจะไม่ใหญ่เหมือนCCDของ DSLR
Logged
Dome
ผู้ช่วยองค์การบริหารส่วนบอร์ด
ชาวบ้านบทน้อย
*****

ค่ากรรม +0/-0
Offline Offline

Posts: 68


งานยุ๊งยุ่ง


View Profile
« Reply #2 on: April 09, 2009, 12:51:50 AM »

// รีพลายนี้ ได้คัดลอกและดัดแปลงบทความ รวมทั้งรูปภาพมาจากกระทู้"เรียนถ่ายภาพเบื้องต้น"ของStaff ฝ่ายดิจิทัลฯ งานวิชาการ จากเว็บสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ http://www.rpst-digital.org/ ขอขอบคุณ ณ 

ที่นี้ด้วยครับ //

ค่าต่างๆที่ใช้ประจำในกล้องดิจิตอล มีอยู่4ค่าที่จ้องจำใส่ใจไว้ในการถ่ายรูป ลองๆสักเกตุตอนถ่ายดู Smiley

Shutter Speed
Aperture
ISO rating
Focal Range

สามค่าแรกนั้นมีค่าโดยตรงต่อปริมาณการรับแสงของภาพ หรือพูดง่ายๆก็คือ ภาพจะสว่างหรือมืดจะขึ้นอยู่กับสามค่าแรกตรงๆ ส่วนค่าที่4นั้นจะมีผลทางอ้อม

Shutter Speed หรือ ความเร็วชัตเตอร์

กล้องดิจิตอลจะกำหนดเวลาในการรับแสงของ CCD เช่นเดียวกับเวลาในการเปิดรับแสงของกล้องใช้ฟิล์ม เวลาที่แสงตกลงบน Image Sensor เราเรียกว่า เวลาเปิดรับแสง (Exposure Time) หรือความเร็วชัตเตอร์ (Shutter Speed)

กล้องดิจิตอลแบบ SLR จะมีชัตเตอร์หน้า Image Sensor ทำหน้าที่ควบคุมเวลาในการเปิดรับแสง ส่วนกล้องดิจิตอลแบบคอมแพค หรือกล้องดิจิตอลที่ถ่ายภาพวิดีโอ หรือดูภาพที่ที่จะถ่ายทางจอ LDC ด้านหลังกล้องได้ จะไม่มีชัตเตอร์หน้า

Image Sensor เวลาเปิดรับแสงจะควบคุมโดยเวลาการอ่านข้อมูลของ Image Sensor ซึ่งถูกควบคุมโดย Processor ในตัวกล้องอีกทีหนึ่งเวลาเปิดรับแสงจะมีผลต่อภาพ 2 ประการคือ

1. ความมืดสว่างของภาพ เวลาเปิดรับแสงสั้น แสงจะเข้าน้อย ทำให้ภาพมืดกว่าเวลาเปิดรับแสงนาน เช่น ความเร็วชัตเตอร์ 1 วินาที แสงจะเข้ามากกว่าความเร็วชัตเตอร์ 1/15 วินาที หากค่าการปรับตั้งทุกอย่างเท่ากัน (ความไวแสง ช่องรับแสง)

ความเร็วชัตเตอร์ 1 วินาทีจะให้ภาพที่สว่างกว่าความเร็วชัตเตอร์ 1/15 วินาที

2. การเคลื่อนไหวของภาพ หากวัตถุในภาพมีการเคลื่อนไหว (จากการเคลื่อนที่ของวัตถุ หรือการเคลื่อนที่ของกล้อง) เวลาเปิดรับแสงนานจะทำให้ภาพเกิดการสั่นไหว หรือพร่ามัวได้มากกว่าเวลาเปิดรับแสงสั้น
เวลาเปิดรับแสงจะกำหนดเป็นค่าวินาทีแบบจำนวนเต็มหรือเศษส่วน แสดงอยู่ที่วงแหวนปรับความเร็วชัตเตอร์ ในจอแสดงข้อมูลที่ช่องมองภาพ หรือที่จอ LCD ด้านหลังตัวกล้อง แต่กล้องบางตัวก็ไม่แสดงความเร็วชัตเตอร์ให้ทราบ ตัวเลขความ

เร็วชัตเตอร์มีดังนี้ T , B , 30s ,15s , 4s , 2s , 1s , 1/2s , 1/4s , 1/8s , 1/15s , 1/30s , 1/60s , 1/125s , 1/250s , 1/500s , 1/1000s , 1/2000s , 1/4000s , 1/8000s

ความเร็วชัตเตอร์ T และ B เป็นการเปิดชัตเตอร์นานมาก ๆ เท่าที่ผู้ใช้ต้องการ ส่วนใหญ่จะไม่จำกัดเวลาเปิดรับแสง s คือ วินาที 30s ถึง 1s คือเวลาเปิดรับแสงเป็นจำนวนเต็มวินาที ส่วนตัวเลขถัดไปจะเป็นเศษส่วน เช่น 1/2s , 1/125s ซึ่ง

บางครั้งจะเขียนเป็นจำนวนเต็ม แต่ไม่มี s ต่อท้าย เช่น 125 คือ 1/125 วินาที 30 คือ 1/30 วินาที ส่วน 30s คือ 30 วินาที

การเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ขึ้นกับความต้องการในการควบคุมการเคลื่อนไหวของ วัตถุในภาพ และความสามารถในการถือกล้องให้นิ่ง ความเร็วชัตเตอร์มาตรฐานที่สามารถถือกล้องให้นิ่งได้จะอยู่ประมาณ 1/60 ถึง1/250 วินาที แล้วแต่

น้ำหนักของกล้อง ความเร็วต่ำกว่านี้จะเสี่ยงต่อการสั่นไหวของภาพอันเนื่องมาจากมือไม่นิ่งแต่ ถ้าติดตั้งกล้องบนขาตั้งซึ่งไม่มีการสั่นไหว ความเร็วชัตเตอร์ยิ่งสูงจะสามารถจับวัตถุเคลื่อนไหวให้หยุดนิ่งได้ดีขึ้น เรื่อยๆ ในขณะที่ความเร็วชัตเตอร์

ต่ำจะสามารถทำให้วัตถุเคลื่อนไหวพร่ามันมากขึ้น เรื่อย ๆ ตามความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำลง

สรุปง่ายๆก็คือ Shutter Speed ยิ่งเร็วก็จะยิ่งจับภาพให้นิ่งได้มากขึ้น แต่ก็ส่งผลให้แสงผ่านได้น้อยลงทำให้ภาพมืดลงได้เช่นกัน
ค่าของ Speed Shutter จะมีค่าเป็น เศษส่วนต่อหนึ่งวินาที เช่น 1/50 1/250 เป็นต้น ถ้าไม่ได้กำกับเป็นเศษส่วนแล้วก็จะมีค่าเป็นวินาที


(Credit http://www.rpst-digital.org/ )


(Credit http://www.rpst-digital.org/ )

Aperture Value หรือ ขนาดช่องรับแสง

เลนส์ของกล้องดิจิตอลจะมีม่านช่องรับแสง เป็นใบโลหะลักษณะเป็นกลีบเรียงตัวซ้อนกันเกิดเป็นช่องเปิดตรงกลาง เรียกว่า ช่องรับแสง การทำงานของช่องรับแสงในกล้องดิจิตอลจะขึ้นกับชนิดของกล้อง ถ้าเป็นกล้องที่ไม่มีม่านชัตเตอร์ ม่านรับ

แสงจะทำงานตลอดเวลาตามความสว่างของแสง เพื่อควบคุมปริมาณแสงที่ตกลงบน Image Sensor และความสว่างของภาพที่ดูทางจอ LCD ส่วนกล้องดิจิตอลที่มีม่านชัตเตอร์หรือกล้องดิจิตอลแบบ SLR ช่องรับแสงจะเปิดกว้างที่สุดเพื่อให้

แสงเข้าไปในช่องมองภาพได้มาก จะมองเห็นภาพได้ชัดเจน เมื่อชัตเตอร์ทำงาน ม่านรับแสงก็จะปิดลงมาตามขนาดของช่องรับแสงทีได้ปรับตั้งเอาไว้ขนาดของช่อง รับแสงทำหน้าที่ 2 ประการคือ

1. ควบคุมปริมาณแสงที่ตกลงยัง Image Sensor ขน่าดช่องรับแสงกว้าง แสงจะตกลง Image Sensor มากกว่าขนาดช่องรับแสงแคบ

2. ควบคุมความชัดของวัตถุด้านหน้าและหลังของตำแหน่งที่ปรับความชัด ซึ่งเรียกว่า ความชัดลึก (Depth of Field)
ขนาดช่องรับแสงจะระบุเป็นตัวเลข เรียกว่า F-Number หรือ F-Stop ซึ่งจะมีค่าต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ F 1 ,F 1.4 ,F 2 ,F 2.8 ,F 4 ,F 5.6 ,F 8 , F 11 ,F 16 ,F 22 , F 32 , F 45 , F 64
ตัวเลขขนาดช่องรับแสงเป็นส่วนกลับ ซึ่งได้มาจากการคำนวณขนาดของลำแสงที่ผ่านเข้าเลนส์ไปยังภาพ หารด้วยทางยาวโฟกัสของเลนส์ ตัวเลขจึงเป็นส่วนกลับ เช่น 1.4 คือ 1/1.4 5.6 คือ 1/5.6 เป็นต้น
ตัวเลขน้อย ขนาดช่องรับแสงจะกว้าง แสงเข้าได้มาก และให้ความชัดลึกต่ำ ตัวเลขมาก แสงเข้าได้น้อย มีความชัดลึกสูง
การเลือกใช้ขนาดช่องรับแสง จะพิจารณาจากความต้องการให้ฉากหน้าและฉากหลังมีความคมชัด ต้องเปิดช่องรับแสงแคบลง แต่ถ้าต้องการให้ฉากหน้าและฉากหลังเบลอ ควรเปิดช่องรับแสงกว้าง ภาพวิว ภาพระยะใกล้ ภาพหมู่ มักเปิดช่องรับ

แสงแคบเพื่อให้ฉากหลังและฉากหน้ามีความคมชัดสูงส่วนภาพบุคคล เดี่ยวหรือภาพที่ต้องการให้ชัดเฉพาะส่วนมักเปิดช่องรับแสงกว้าง เป็นต้น

สรุปก็คือ Aperture Value ยิ่งค่ามากก็จะมีความชัดทั่วทั้งภาพมาก ถ้าน้อย ก็จะมีความชัดเฉพาะจุดหรือที่ได้ยินว่า หน้าชัดหลังเบลอ
แต่ยิ่งค่ามากเท่าใหร่ม่านช่องรับแสงก็ยิ่งแคบ ทำให้รับแสงได้น้อยลงส่งผลให้ภาพมืดลงด้วย


(Credit http://www.rpst-digital.org/ )


(Credit http://www.rpst-digital.org/ )


(Credit http://www.rpst-digital.org/ )

ISO rating หรือ ความไวแสง

ความไวแสงของกล้องดิจิตอลจะสามารถปรับตั้งได้หลายค่า แล้วแต่รุ่นกล้องความไวแสงสูงจะช่วยให้สามารถใช้ขนาดช่องรับแสงแคบและความ เร็วชัตเตอร์สูงมาก ๆ ได้ ถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยได้สะดวกการตั้งความไวแสงของกล้องดิจิตอล
แต่ยิ่งค่า ISO สูงเท่าใหร่ก็จะทำให้เกิดสัญญาณรบกวนมาก จึงทำให้เกิดNoise จำนวนมากตามมาเช่นกัน
ข้อดีของค่า ISO สูงๆคือสามารถถ่ายได้ในเวลาที่แสงน้อยอย่างเช่นตอนเย็น หรือในห้างเป็นต้น แต่ข้อเสียก็คือ ต้องแลกรูปมากับน๊อยส์จำนวนมาก ISO บางค่า อาจจะมีมากจนรับไม่ได้เลยก็เป็นได้


(Credit http://www.rpst-digital.org/ )


(Credit http://www.rpst-digital.org/ )


(Credit http://www.rpst-digital.org/ )

Focal Range หรือ ทางยาวโฟกัส

พูดกันง่ายๆก็คือ ค่า ซูมนั่นเอง ในกล้องคอมแพ็คนั้นจะไม่มีค่า Focal Range กำกับไว้ เพียงแต่จะเป็นค่าเทียบเท่า เท่านั้นเอง ดังที่เราเห็นเป็นค่า ซูม 2X 3X 15X ดังนี้
แต่ในกล้อง DSLR นั้นจะมีค่าทางยาวโฟกัสกำกับไว้เป็นตัวเลขเช่น 18 35 55 โดยกำกับไว้ที่กระบอกเลนส์และมีเส้นขีดชี้ไว้ว่าเราบิดเลนส์ไว้ที่ทางยาวโฟกัสเท่าใหร่
ยิ่งค่ามากก็เท่ากับว่าเราซูมเข้าไปมาก ค่าน้อย เราก็ถ่ายมุมกว้างขึ้น

Logged
Dome
ผู้ช่วยองค์การบริหารส่วนบอร์ด
ชาวบ้านบทน้อย
*****

ค่ากรรม +0/-0
Offline Offline

Posts: 68


งานยุ๊งยุ่ง


View Profile
« Reply #3 on: April 09, 2009, 12:53:16 AM »

เดี๋ยวไว้ต่อคราวหน้า  Grin
Logged
reihaha
ผู้ช่วยองค์การบริหารส่วนบอร์ด
ชาวบ้านบทน้อย
*****

ค่ากรรม +0/-0
Offline Offline

Posts: 56


Go To DMC!!


View Profile WWW
« Reply #4 on: April 09, 2009, 03:15:06 PM »

โอ้ว... ได้ความรู้มากมายเลยนะคะ ขอบคุณมากๆเลย
Logged

Dome
ผู้ช่วยองค์การบริหารส่วนบอร์ด
ชาวบ้านบทน้อย
*****

ค่ากรรม +0/-0
Offline Offline

Posts: 68


งานยุ๊งยุ่ง


View Profile
« Reply #5 on: April 11, 2009, 05:10:16 AM »

Exposure Mode

ปั่นด่วนก่อนออกไปทำงานกาญจนบุรี อิอิ

Exposure Mode , Shooting Mode หรือเรียกกันว่าโหมดถ่ายภาพนั้น จะมีหลักใหญ่ๆอยู่สองส่วน คือ



1.Auto Zone
2.Creative Zone







1.Auto Zone
   ก็ตามชื่อน่ะแหละครับ Auto ก็คือ Full Auto ทุกอย่างกล้องจัดการให้หมด โดยที่เราสามารถปรับค่าอะไรได้นิดหน่อยเท่านั้นอย่างเช่น ความละเอียด ขนาดรูปภาพเป็นต้น ส่วน

Scene Mode นั้นก็คือออโต้ในรูปแบบที่เรากำหนดกรอบไว้ว่า สถานการณ์แบบนี้ควรถ่ายแบบใหน
   อย่างเช่น เราต้องการถ่ายภาพวิว ก็สามารถเลือกซีนที่เขียนว่า Landscape ซึ่งในการถ่ายรูปตีความหมายง่ายๆหมายถึงการถ่ายภาพวิวต่างๆ เมื่อเลือกโหมดนี้แล้ว กล้องจะทำการ

ปิดแฟลชโดยอัตโนมัติ และก็จะไปเพิ่มค่า Aperture Value เพื่อให้เกิดความชัดลึก และยังไปเพิ่มความอิ่มตัวของสี (Saturation) เพื่อให้ภาพวิวที่ถ่ายออกมาดูน่าประทับใจยิ่งขึ้น
   หรือยกตัวอย่างอีกอันหนึ่งก็คือรูปดอกไม้ ซึ่งหมายถึงการถ่ายภาพมาโคร (การถ่ายภาพระยะใกล้-ใกล้มาก รายละเอียดจะกล่าวถึงภายหลังต่อไป) เมื่อเลือกโหมดนี้กล้องจะเข้าสู่

โหมดมาโครโดยอัตโนมัติ และจะทำการปิดระบบแฟลชออกไป รวมทั้งเพิ่มความอิ่มตัวของสี (Saturation) เข้าไปเพิ่มเติมด้วย
   สำหรับกล้อง Point and Shoot หรือกล้องที่ไม่มีตัวหมุนปรับนั้น สามารถปรับได้เหมือนกัน โดยจะอยู่ปุ่ม menu หรือปุ่ม F หรือปุ่มอื่นๆ ต้องอ่านคู่มืออีกทีหนึ่ง

Scene ส่วนใหญ่ (อ้างอิงจาก S2000HD)

1.1.Partrait รูปหน้าคน โหมดถ่ายบุคคล(เดี่ยว) กล้องจะเพิ่มความนุ่มนวลของสีผิว

1.2.Landscape รูปภูเขา โหมดถ่ายวิว กล้องจะเพิ่มค่าชัดลึก ค่าเปรียบต่าง(Contrast) และอิ่มตัวของสี(Saturation)

1.3.Sport รูปคนวิ่ง โหมดถ่ายรูปด้วยความเร็วชัตเตอร์สูง สำหรับถ่ายภาพที่เคลื่อนใหวเร็วๆให้หยุดนิ่ง โดยจะเพิ่มค่าความไวแสง (ISO rating) เพิ่อให้ความเร็วชัตเตอร์เร็วเพียงพอ

1.4.Night รูปดวงจันทร์กับดาว โหมดถ่ายรูปกลางคืน โหมดนี้จะไม่เพิ่มค่าความไวแสงนัก แต่จะไปลดความเร็วของค่าความเร็วชัตเตอร์เพื่อให้ความสว่างโดยรวมสว่างขึ้น แต่ต้องใช้คู่กับขาตั้งกล้อง
หรือ วางกล้องไว้ในที่มั่นคง

1.5.Party รูปแก้ว โหมดเอารูปไว้ก่อน โหมดนี้จะเพิ่มทุกค่าจนสามารถที่จะถือกล้องถ่ายรูปภายใต้สภาวะแสงน้อยได้รวมทั้งแฟลช แต่ต้องแลกมากับนอยส์ เพราะกล้องจะไปเพิ่มความไวแสงเป็น
อันดับแรก

1.6.Flower รูปดอกไม้ โหมดมาโคร (ถ่ายระยะใกล้มาก) โหมดนี้กล้องจะเข้าสู่โหมดมาโครโดยอัตโนมัติ สังเกตุหน้าจอจะมีรูปดอกไม้ขึ้นมาด้วย ทำให้สามารถโฟกัสดอกไม้ได้ใกล้ขึ้น และกล้อง
จะปิดแฟลชกับเพิ่มความอิ่มตัวของสีโดยอัตโนมัติ แต่โหมดมาโครนี้ จะส่งผลให้การโฟกัสตอนถ่ายรูปธรรมดายากขึ้น จึงต้องตรวจดูให้ดีว่า หน้าจอเราขึ้นรูปดอกไม้ใหม

2.Creative Zone

   เป็นส่วนที่เราต้องจัดการตัวกล้องด้วยตนเอง ตั้งแต่ปล่อยให้กล้องคำนวนค่าเอง จนถึง ควบคุมด้วยตัวเองทั้งหมด แบ่งออกเป็น
P S(Tv) A(Av) M B

2.1.P - Program AE หรือโหมดกึ่งอัตโนมัต เป็นโหมดที่กล้องจะปรับค่า Shutter Speed กับ Aperture Value โดยอัตโนมัติ โดยที่ผู้ใช้เป็นผู้เลือกการเปิดแฟลช ค่าความไวแสง หรือการชดเชยแสงด้วยตนเอง (การชดเชยแสงจะกล่าวถึงทีหลัง) (การเปิดแฟลช การชดเชยแสง ความไวแสง ใหนโหมดCreative Zoneนั้น ผู้ใช้ต้องกำหนดด้วยตนเองทั้งสิ้น)

2.2.S หรือ Tv - Shutter Speed Priority - Time Value กล้องจะปรับค่ารูรับแสง (Aperture Value) โดยอัตโนมัติ โดยผู้ใช้ต้องปรับค่าความเร็วชัตเตอร์ด้วยตนเอง เพื่อที่ให้ผู้ถ่ายได้ตัดสินใจด้วยตัวเองว่า จะทำให้ภาพนิ่งสนิท หรือ ทำให้อารมณ์ภาพเป็นเหมือนภาพเคลื่อนใหว

2.3 A หรือ Av - Aperture Priority ส่วนกลับของโหมด S กล้องจะปรับค่าความเร็วชัตเตอร์ (Shutter Speed) โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้ต้องปรับค่ารูรับแสงด้วยตนเองซึ่งมีผลต่อความชัดทั่วทั้งภาพหรือชัดเฉพาะจุด

2.4 M - Manual ทุกอย่างผู้ใช้ต้องปรับเอง กล้องจะวัดแสงมาแค่ว่า ค่าที่ใช้นี้มีความสว่างมากเกินไปหรือน้อยเกินไปกี่เลเวล (ที่จริงต้องใช้คำว่า สต็อป แต่ใช้เลเวลเพิ่มความเข้าใจง่ายๆไปก่อน)

2.5 B - Bulb โหมดที่ผู้ใช้จะต้องกดชัตเตอร์ค้างไว้เพิ่อเริ่มการถ่ายรูป และกดค้างไว้ตามต้องการ จนกระทั่งปล่อยเพิ่อให้สิ้นสุดการถ่ายรูป รูปนั้นๆ มีไว้เพื่อถ่ายรูปที่ต้องการShutter Speed ที่ต่ำมากๆ โหมดนี้ควรใช้ร่วมกับ สายลั่นชัตเตอร์ และขาตั้งกล้อง

Auto VS Program
   เลือกอันใหนดี Smiley
ต่างกันที่ว่า AUTO นั้นจะเลือกทุกอย่างให้เราโดยอัตโนมัติรวมทั้งจะยกแฟลชขึ้นมาอัตโนมัต แต่ P กล้องจะเซ็ตไว้แค่ Shutter Speed กับ Aperture Value เท่านั้น ถ้าต้องการให้กล้องทำให้หมดก็ AUTO ถ้าเราต้องดูสถานการณ์ก่อนบ้างก็ Program

ไปล่ะ ต่อคราวหน้า Smiley
Logged
Inw[Suika]
ป้อหนาน
ชาวบ้านตัวอย่าง
*****

ค่ากรรม +3/-0
Offline Offline

Posts: 746


เทพซวยค่ะ[แตงโมหน้ากระดาน]


View Profile WWW
« Reply #6 on: April 11, 2009, 01:42:17 PM »

เข้ามาอัพเนื้อหาเรื่อยๆเลยนะลุง ขยันจริง
อ่านๆไ ปก็มีอะไรที่ยังไม่รู้อีกเยอะเลยแฮะ
Logged

.....[พลังที่แท้จริง วัดไม่ได้ด้วยตาเห็น].....
Dome
ผู้ช่วยองค์การบริหารส่วนบอร์ด
ชาวบ้านบทน้อย
*****

ค่ากรรม +0/-0
Offline Offline

Posts: 68


งานยุ๊งยุ่ง


View Profile
« Reply #7 on: April 20, 2009, 04:55:22 AM »

อืม เริ่มตันแล้ว หัวข้อต่อไปเป็นไรดี

White Balance ในกล้อง ดิจิตอล

มันคือ........

การปรับแก้สี ให้ถูกต้องที่สุดนั่นเอง

จบ.....

แล้วมันทำงานยังไงล่ะ

อ่ะ ดูรูป


(Credit : http://www.pcreview.co.uk )

ข้างบนคืออุณหภูมิืิแสง มีหน่วยเป็น องศา เคลวิน (Kelvin Degree)
ยิ่งสูง ก็ ยิ่งฟ้า
ยิ่งต่ำก็ยิ่งเหลือง

แล้วกล้องมันคำนวนไงอ่ะ

-กล้องมันก็แค่คำนวนให้รูป มันมีค่าอุณหภูมิืแสงเท่ากับ 5500Kelvin ซึ่งก็คือุณหภูมิแสงกลางน่ะแหละ (Day Light)

เพราะฉะนั้น พอออโต้ปุ๊บ มันก็ ตรงมั่ง มั่ว(เยอะ)มั่ง
งั้นทำไงดี

ดูรูป..........


(Credit : http://www.rpst-digital.org/forum/showthread.php?t=287 )


ว่ากันง่ายๆก็ การปรับไวท์บาลานซ์ก็คือการเพิ่มโทน สีที่อยู่ตรงข้าม กับโทนสีที่กล้องจะแก้น่ะแหละ

อย่างเช่น แสงเทียน เป็นสีเหลือง คู่สีที่อยู่ตรงข้ามสีเหลืองก็คือ..................... สีแดง ทรูธทูเดย์

ไม่ใช่โว้ย!!!

คือสีน้ำเงิน เพื่อที่จะทำให้โทนรูปโดยรวมอยู่ที่สีขาวกลางนั่นเอง

งั้นแต่ละไอคอนในโหมดไวท์บาลานซ์มีอะไรบ้าง

1.Auto น้องไม่ต้อง เดี๋ยวป๋า(กล้อง)ลุยเอง ตรงบ้าง มั่วบ้าง ตามประสา
2.รูปพระอาทิตย์ - Day Light ไว้ถ่ายเมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดด จะน้อยจะมากก็ตามประสา เมื่อมีแดดก็ต้องมี UV แล้วไอ้ UV เนี่ย มันก็จะให้สีฟ้าๆน้ำเงินๆ เพราะฉะนั้น มันก็เลยไปเพิ่มสีที่อยู่ตรงข้ามคือ สีเหลือง
3.รูปเมฆ - Cloudy อ้าว ถ้าเมฆมากก็ยิ่งมีสีน้ำเงินแรงขึ้น มันก็เลยไปเพิ่มสี แดงนั่นเอง
4.รูปหลอดไฟหัวกลม - Tungsten หรือก็คือไฟที่เป็นไส้หลอดนั่นเอง ไอ้ไฟพวกนี้จะมีสีเหลืองถึงโคตรเหลือง ออโต้บางทีรูปยังออกมาเหลืองอ๋อยเลย กล้องก็เลยไปแก้สีที่อยู่ตรงข้ามกับสีเหลืองซะก็หมดเรื่อง
5.หลอดนีออน - Fluoresent ก็คือไฟหลอดยาวๆที่อยู่ตามบ้านน่ะแหละ ไอ้หลอดพวกนี้เราจะมองว่าเป็นสีขาว แต่ ความจริงแล้วมัน สีเขียว เวลาถ่ายรูปใต้หลอดฟลูนี่บางทีก็เลย ติดเขียวเหมือนกัน กล้องก็เลยเพิ่มโทนสีม่วงแดงซะเลย
6.รูปแฟลช - Flash แสงแฟลชติดฟ้านิดๆจ้า
7.เซ็ตด้วยตัวเอง - ไอคอนแล้วแต่รุ่น ส่วนใหญ่จะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นตัวเลือกอันสุดท้าย วิธีใช้ง่ายๆก็คือเข้าโหมดนี้ แล้วกด Edit หรืออะไรที่เข้าไปแก้ไข แล้วก็หากระดาษสีขาวมาถือไว้ แล้วก็ใช้กล้องถ่ายกระดาษสีขาวนี้ให้แผ่นกระดาษเต็มรูปภาพ แล้วก็กดเซฟ เพื่อที่จะให้กล้องรู้สภาพแสงว่า ควรจะแก้ยังไง
ที่เหลือก็แล้วต่อรุ่นกล้องล่ะ ว่ามีอะไรเพิ่มบ้าง

จบ ต่อคราวหน้า

Logged
Dome
ผู้ช่วยองค์การบริหารส่วนบอร์ด
ชาวบ้านบทน้อย
*****

ค่ากรรม +0/-0
Offline Offline

Posts: 68


งานยุ๊งยุ่ง


View Profile
« Reply #8 on: April 23, 2009, 03:46:14 PM »

ตันแล้วง่ะ ต่อเรื่องไรต่อดี  Huh Huh Huh
Logged
Yamazaki Kaoru
ชาวบ้านบทเยอะ
****

ค่ากรรม +0/-2
Offline Offline

Posts: 104



View Profile
« Reply #9 on: July 27, 2009, 01:41:16 AM »

เดี๋ยวไปค้นกล้องดิจิตอล + มือถือข้าพเจ้ามาก่อน แล้วจะเอามาถามนะครับ ตอนนี้นึกออกเรื่องนึง

Macro Mode เนี่ยมันเหมาะกับ "ใกล้" ได้ระัยะไหนครับ แล้วเขาบอกว่าเอามาถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้เนี่ย จริงหรือเปล่าครับ เรื่องอื่นขอติดไว้ก่อนแล้วจะเอามาถามทีหลังนะ
Logged
Dome
ผู้ช่วยองค์การบริหารส่วนบอร์ด
ชาวบ้านบทน้อย
*****

ค่ากรรม +0/-0
Offline Offline

Posts: 68


งานยุ๊งยุ่ง


View Profile
« Reply #10 on: July 27, 2009, 10:50:30 PM »

Macro mode นี่มันใช้สำหรับระยะใกล้"มาก" ระดับไม่กี่เซ็นติเมตร อย่างไกลสุดก็ไม่เกินครึ่งเมตรจ้า เหมาะสำหรับการถ่ายสิ่งเล็กๆอย่าเช่นแมลงหรือดอกไม้

ถ้าเกิดถ่ายบุคคลล่ะก็ การเปิดโหมดมาโครในกล้องคอมแพ็กต์นั้นดูจะไม่เหมาะสมเท่าใหร่ เพราะว่ากล้องจะใช้เวลาโฟกัสนานขึ้น

ส่วนการถ่ายแบบหน้าชัดหลังเบลอนั้น ด้วยข้อจำกัดของกล้องคอมแพ็กต์จะทำให้หลังไม่เบลอซักเท่าใหร่ ถ้าอยากได้แจ่มๆหน่อยก็...

1.ให้นางแบบอยู่ใกล้ๆกล้อง และอยู่ห่างจากฉากหลังเยอะๆ ซูมมากๆ ก็จะพอให้ฉากหลังเบลอได้บ้าง

2.หาฉากหลังที่มันโล่งๆหน่อย อย่างเช่นกำแพงพื้นสีเดียว หรืองัดมุมกล้องขึ้นเล็กน้อย ให้ฉากหลังเป็นท้องฟ้า ที่ทำอย่างนี้ก็เพื่อที่จะให้ฉากหลังไม่รกรุงรังนัก

3.ถ้าจำเป็นมากๆแต่หาโล่งๆไม่ได้ก็ Filter -Lens Blur- ในโฟโต้ชอปเลย แต่ต้องค่อยๆใช้ เพราะไม่งั้นมันจะดูหลอกตาได้ Cheesy
Logged
newaza
ชาวบ้านบทเยอะ
****

ค่ากรรม +0/-0
Offline Offline

Posts: 111



View Profile
« Reply #11 on: August 27, 2009, 03:38:55 PM »

คือ อันนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับการถ่ายภาพนะ

แต่มันก็ใช้กล้องดิจิตอล

เราอัดวีดีโอ(กล้องสามารถอัดเสียงได้) แต่พอเปิดดูทำไมมันไม่มีเสียงน่อ

-*-

แล้วก็เรื่องโฟกัสของกล้องดิจิตอลของเราด้วย

มันจะจับจุดเด่นให้เลยหละ

ที่เรียกว่าภาพชัดตื้นนั้นรึป่าว - -* ไม่เหมือนมั่งนะ(ไม่รู้สิ)

วัตถุข้างหน้ามันจะมัว แล้วไปเด่นเอาข้างหลังหละ

ต้องถ่ายหลายๆทีถึงจะได้ แบบวัตถุข้างหน้าชัดหละ(บางทีก็ไม่ได้เลย)

ถ้าตอบให้จะขอบคุณอย่างมาก *-*
Logged
Dome
ผู้ช่วยองค์การบริหารส่วนบอร์ด
ชาวบ้านบทน้อย
*****

ค่ากรรม +0/-0
Offline Offline

Posts: 68


งานยุ๊งยุ่ง


View Profile
« Reply #12 on: August 31, 2009, 10:42:14 PM »

ไม่ใช่ล่ะ นั่นแค่กล้องหาโฟกัสเฉยๆ  Grin Grin Grin
Logged
MEKAno|ศพซึน
วิญญาณเร่ร่อน
*

ค่ากรรม +0/-0
Offline Offline

Posts: 4



View Profile
« Reply #13 on: March 29, 2010, 11:32:33 AM »

+ ขอบคุณมากครับ
ประโยชน์ล้ำเหลือ - -b
Logged
shinachan
วิญญาณเร่ร่อน
*

ค่ากรรม +0/-0
Offline Offline

Posts: 3


View Profile
« Reply #14 on: August 31, 2010, 12:21:58 AM »

กระทู้ดีมีประโยชน์แท้~....
ขอบคุณคะ >w<
Logged
Pages: [1]
  Print  
 
Jump to:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!