Chiang Mai Cartoon Club Community - เว็บบอร์ดชมรมการ์ตูนเชียงใหม่
February 09, 2012, 05:25:32 AM *
Welcome, Guest. Please login or register.
Did you miss your activation email?

Login with username, password and session length
News: งานกาดการ์ตูนเชียงใหม่ #6 เปิดรับสมัครเซอร์เคิลแล้ว อ่านรายละเอียดได้ในหมวด Doujinshi Market ครับ
 
   Home   Help Web Page Search Calendar Gallery Login Register  
Pages: [1]
  Print  
Author Topic: 7 ปัญหาที่การ์ตูนเรื่องแนวญี่ปุ่นในท้องถิ่นไม่รุ่ง  (Read 958 times)
Inw[Suika]
ป้อหนาน
ชาวบ้านตัวอย่าง
*****

ค่ากรรม +3/-0
Offline Offline

Posts: 746


เทพซวยค่ะ[แตงโมหน้ากระดาน]


View Profile WWW
« on: August 19, 2009, 09:32:04 AM »

เห็นว่าบทความนี้อ่านแล้วได้อะไรเยอะ จึงก๊อปเอามาฝาก
ที่มาคือ http://meisan.exteen.com

ระยะหลังๆนี้ไม่ได้เขียนบล็อคที่นี่
แต่ไปอ่าน forum ของต่างประเทศ หลายๆ forum เช่น อังกฤษ
ก็ได้มุมมองหลายๆอย่างเกี่ยวกับการ์ตูนญี่ปุ่นที่น่าสนใจมา
แล้วก็ไปเจอบทความนี้มาค่ะ
>>>http://manga.about.com/b/2009/07/13/anime-expo-2009-7-reasons-why-oel-manga-falters-in-the-u-s.htm
7 Reasons Why OEL Manga Falters in the U.S.
เลยนำมาเรียบเรียงให้อ่านในบล็อคนี้

เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักวาดการ์ตูนญี่ปุ่นในท้องถิ่น
เนื้อหาบทความต้นฉบับเขาจะใช้คำว่า OEL(Original english language)
MANGA CREATOR คือ นักวาดการ์ตูนญี่ปุ่นที่วาดแนวญี่ปุ่นในอเมริกา
พบว่าปัญหาที่เขามี คล้ายๆในประเทศไทยค่ะ
คือคนวาดแนวญี่ปุ่นจะเกิดขึ้นมายากหน่อย
(หมายถึงคนที่วาดการ์ตูนเป็นเรื่องยาวๆ ตีพิมพ์รวมเล่ม)
ซึ่งจากที่อ่านมา มีเหตุผลที่ดี ที่น่าสนใจ และรับฟัง
เพื่อนำมาพัฒนาการ์ตูนในบ้านเราค่ะ

พยายามเรียบเรียงตามที่เข้าใจและพยายามใช้ศัพท์ให้เข้าใจง่ายๆ

ปัญหาที่ 1

ในญี่ปุ่นมีระบบการสอน
และฝึกผู้ที่มีความสามารถและมีการสนับสนุนที่ดี
ผิดกับในบ้านเรา ที่ยังขาด


คุณลิเลียน ไดแอซ บรรณาธิการอาวุโสของโตเกียวป็อบ
ผู้พิมพ์การ์ตูนญี่ปุ่นรายใหญ่ในหลายๆประเทศ
กล่าวว่า

"ในญี่ปุ่นนั้น อุตสาหกรรมการ์ตูนมีมากว่า 50 ปีแล้ว มีการพัฒนาระบบการฝึก
คือให้โอกาสนักวาดการ์ตูนมือใหม่ไปเป็นผู้ช่วยนักวาดการ์ตูนที่ดังแล้ว และมีประสบการณ์สูง

แม้นักวาดการ์ตูนญี่ปุ่นบางคน ไม่ประสบความสำเร็จในซีรีย์ที่เขาเขียนเรื่องแรกๆ
เช่น คุณ นัทสิกิ ทาคายะ ผู้วาดเรื่อง fruit basket เคยมีรวมเล่มออกมาก่อนหน้านี้หลายเรื่อง
ก็ไม่ดัง แต่ด้วยระบบที่ดีของญี่ปุ่นทำให้รู้ว่าจะหาคนเก่งๆที่ไหน

ในอเมริกา ยากที่จะให้นักวาดการ์ตูนพัฒนาประสบการณ์จนถึงจุดที่เขาสามารถทำงานได้ดีที่สุด
และตีพิมพ์ออกมา เพราะมีเรื่องของผลการลงทุนที่ต้องมีกำไรและได้ทุนคืน การ์ตูนรวมเล่ม 10 เล่มนั้น
อาจจะต้องใช้เวลาที่ 5 ปีในการบ่มเพาะผลงาน

แต่เราก็มีนักวาดการ์ตูนญี่ปุ่นของเรา คือคุณฟิลลิป สมิทธิ์ คนวาด MBQ

ยอดขายไม่ได้หรูอะไรเพราะโตเกียวป็อปไม่ได้ดันมาก



แต่เค้าเป็นนักวาดการ์ตูนญี่ปุ่นชาวอเมริกันคนแรกที่มีแม็กกาซีนญี่ปุ่นมาจ้างวาด
คือเรื่อง Peepo choo สำหรับมอร์นิ่งแม็กกาซีน(นิตยสารการ์ตูนผู้ใหญ่ชื่อดัง)

...
หลังจากนั้นคุณ C.B เซบัลสกี้ บรรณาธิการของมาร์เวลและผู้ที่มีประสบการณ์ในการดูพอร์ต
ได้แสดงความคิดเห็นบนทวิตเตอร์

"ระบบของคอมิคอเมริกันก็มีการฝึกสอนนะ แต่ปัญหาของนักวาดแนวญี่ปุ่นในท้องถิ่น
คือ...ส่วนใหญ่พวกเค้าไม่ใช่อาร์ติสท์ พวกเค้าเป็นแฟนการ์ตูนที่วาดรูปได้"


คุณหลุยส์ เรเยส บรรณาธิการเก่าของโตเกียวป็อบ และโปรดิวเซอร์ของเนกซอนอเมริกาในปัจจุบัน
กล่าวว่า

"นักวาดการ์ตูนญี่ปุ่นเด็กๆในท้องถิ่นหลายคนเข้าอุตสาหกรรมนี้โดยยังไม่มีความรู้
ความเข้าใจในธุรกิจการ์ตูนญี่ปุ่นด้วยซ้ำ"

"นักวาดการ์ตูนที่มีประสบการณ์มัวดุด่าว่าร้ายนักวาดการ์ตูนหน้าใหม่ที่มีฝีมือ
แต่ขาดการชี้นำและการสอนที่ดี ผมหวังว่าพวกเค้าจะไม่ท้อถอย มีหลายคนที่ไม่ท้อ
และสามารถประสบความสำเร็จในสายอาชีพ แต่คนที่ถอดใจและเลิกล้มไป มีมากกว่าหลายเท่า"

 "การอ่านการ์ตูนไม่ใช่การศึกษาที่ถูกต้องซะทีเทียว
ผมหวังว่า นักวาดหน้าใหม่ๆควรจะเรียนพื้นฐานเกี่ยวกับการวาดการ์ตูน
และรูปแบบต่างๆของการ์ตูนคอมิคในโรงเรียนโดยตรง"

ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ยากในไทย ถ้าหากใครรักด้านนี้จริงจังและพ่อแม่มีกำลังสนับสนุน
ก็ไปเรียนต่อต่างประเทศได้ แต่ถ้าไม่มีกำลังก็คงลำบากหน่อย ฝึกเอง

ปัญหาที่ 2

นักวาดการ์ตูนในญี่ปุ่น โดยเฉพาะในแม็กกาซีนการ์ตูนรายเดือน
ปั่นงานเฉลี่ยได้จำนวนมากกว่าในบ้านเรา

(ด้วยค่าต้นฉบับที่ได้รับ) นักเขียนบางคนสามารถมีผู้ช่วยจำนวนมาก
เพื่อช่วยทำงานให้เสร็จทันในเวลาที่กระชั้นชิด

หลุยส์ เรเยส 

"ผมชอบทำงานในวงการการ์ตูน เลยทำงานที่บริษัทแรดิคอล(เน้นคอมิคอเมริกัน)
เราเขียนตารางงานออกมาโดยให้นักวาดวาดสับดาห์ละ 3 หน้า ตอนที่ผมปรับตารางใหม่
เป็น 4 หน้า พวกเค้าก็บ่นกันขรมว่าสงสัยผมทำงานแบบญี่ปุ่นมากไปแล้ว
นักวาดในอเมริกาไม่ได้ทำงานแบบนั้น"

"ยกตัวอย่างนะ อย่างคุณฟิลลิป สมิทธิ์ วาดได้อาทิตย์ละ 7-8 หน้า
แต่นักวาดในญี่ปุ่นวาดได้ถึง 15 หน้า"

นักวาดการ์ตูน คุณ ลีอา ฟรังโก้ ได้ยินบทสนทนาดังกล่าวก็พูดขึ้นมา...

"ผมว่า...3 หน้าต่อสับดาห์ก็ไม่เลวนะ ปีนึงก็ตั้ง 150 หน้า
คือคุณอย่าเปรียบเทียบระหว่างงานแบบสตูดิโอในญี่ปุ่นกับนักวาดที่วาดคนเดียว
และยังคุมคุณภาพงานให้ดูดีอยู่ได้"

บ้านเราก็ปัญหาเหมือนกันคือ ทำงานกันคนเดียวและค่าต้นฉบับ
คนเดียวก็ไม่ไหวแล้ว ..การจะจ้างผู้ช่วยไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่การทำงานเป็นทีมแล้วทำงานเร็วขึ้น ก็เป็นวิธีที่น่าสนใจ

ปัญหาที่3

การพัฒนาการ์ตูนและดันให้เกิด,
ให้ขายดีนั้นเป็นไปได้ยากกว่าการซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูนซักเรื่อง


คุณโรเบริ์ต แนปตัน ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ของ Bandai กล่าวว่า

"การพัฒนาการ์ตูนซักเรื่องของเราเองนั้นใช้เงินมากกว่าซื้อลิขสิทธิ์ถึง 4 เท่า
ทางเราก็พิจารณาที่จะทำการ์ตูนเรื่องของเรา แต่ด้วยธุรกิจ เราต้องดำเนินต่อไปได้
เพราะงั้นเราจะทุ่มเททรัพยากรไปจุดที่ทำเงินก่อน การทำเองถึงเป็นเรื่องรองๆ"

"ในอุตสาหกรรมหนังสือ ของอเมริกานั้นเป็นระบบฝากขาย
พูดง่ายๆคือ ส่งหนังสือไป 10,000 เล่ม ทางร้านจะตีหนังสือคุณคืนได้เลย 9,000 เล่ม
และ 9,000 เล่มที่ไม่ทำเงินก็เท่ากับหายนะ คือรอวันเข้าเครื่องย่อยได้เลย"

คุณลิเลียน ไดแอซเสริม

"จริงๆเราก็อยากจะจ่ายให้อาร์ติสท์มากกว่านี้ แต่ด้วยโครงสร้างธุรกิจจริง มันทำยาก"

อันนี้ก็เป็นปัญหาเดียวกันกับบ้านเรา..

ปัญหาที่ 4

แนวของเรื่องที่นักวาดการ์ตูนอยากจะวาด ไม่ใช่แนวที่ขายดี(ในอเมริกา)



คุณลิเลียน ไดแอซ

"บางเรื่องอย่าง Dogby Walks Alone เหมือนการ์ตูนผู้ใหญ่ แต่ในอเมริกา
ไม่มีการ์ตูนผู้ใหญ่แนวแปลกๆที่ขายดี บางคนก็ชอบแนวนี้แหละ
แต่เอาจริง เล่มนี้ขายได้ร้อยกว่าเล่มเอง..."

 "ในเกาหลี อุตสาหกรรมการ์ตูนไม่ใหญ่เท่าญี่ปุ่น ก็เลยมีงานแนวทดลอง แนวแปลกๆเยอะ
และก็ทำตลาดได้ดี ...ในญี่ปุ่นก็มี...แต่ก็ไม่ได้หวือหวา เทียบกับยอดขาย แต่ในเกาหลี
การ์ตูนประเภทเดียวกันนี้กลับเป็นหนังสือขายดี"

คิดว่าบ้านเราเหมือนเกาหลีตรงที่ถ้าเป็นแนวเด่นๆ แปลกๆ
จะสามารถตีตลาดได้เหมือนกันและเป็นหนังสือขายดีได้ด้วย
อยู่ที่กลุ่มตลาด คือถ้าเป็นแนวญี่ปุ่นก็จะเป็นตลาดเด็กลงมา
และคู่แข่งก็คือการ์ตูนญี่ปุ่น ก็เลยยาก ถ้าไม่แตกต่าง
ปัญหาข้อนี้ก็วาดแนวที่อยากวาดไป แล้วก็ทำให้ดี และพยายามสร้างเอกลักษณ์ตัวเอง

ปัญหาที่ 5

การ์ตูนญี่ปุ่นในท้องถิ่นยุคแรกๆมีการลอกเลียนมากเกินไป
และล้มเหลวในการถ่ายทอดเนื้อเรื่อง
ในแบบที่ทำให้การ์ตูนญีปุ่นดึงดูดใจ


โรเบริ์ต แนปตัน
"ตอนที่ อดัม วอร์เรน(นักวาดเรื่อง Empower)วาดเรื่อง dirty pair นั้น
เค้าผสมผสานกัน คือมีอิทธิพลของการ์ตูนญี่ปุ่น แต่ยังมีมุมมองแบบคอมิคอเมริกันอยู่มาก

ในช่วง 5-6 ปีหลัง ก็มีอาร์ติสท์หลายๆคนพยายามที่จะวาดแนวการ์ตูนญี่ปุ่น
แต่ก็มีการลอกเลียนอยู่มาก อาร์ติสท์ก็พยายามค้นหาวิธีว่าทำยังไง"



หลุยส์ เรเยส

"ในญี่ปุ่น ไม่ได้มีการแบ่งแยกว่านี่คือมังก้านะ นี่แนวญี่ปุ่นนะ
เพราะว่ามังก้าก็คือการ์ตูนประเภทนึงเหมือนกัน ผมคิดว่า สำนักพิมพ์อเมริกัน
แยกเพราะผลทางการตลาด ไม่ใช่เพราะว่ามันแตกต่างจากคอมิคอเมริกันอย่างสิ้นเชิง
ทั้งแนวภาพ การเล่าเรื่อง"


ลิเลียน ไดแอซ

"คนลอกแบบระยะต้นๆก็คือวาดตาโต ผมสีๆ แต่ในความคิดของฉัน
การ์ตูนญี่ปุ่นนั้นเป็น impressionistic คือสามารถดึงผู้อ่านได้ด้วยวิธีการเล่าเรื่องหลายๆแบบ
การใช้มุมกล้องต่างกันในแต่ละช่องช่วยดึงให้ผู้อ่าน อ่านจนสุดแต่ละหน้า
นักวาดชื่อดังก็มักทำได้ดีในจุดนี้ และนั่นคือจุดที่ดึงคนเข้าไปสู่เรื่องและอินกับมัน
นักวาดการ์ตูนควรเรียนรู้จุดนี้"


ปัญหาที่ 6

มันยากที่จะหาคนวาดเก่งๆและสามารถถ่ายทอดเนื้อเรื่องได้ดีในคนๆเดียวด้วย


ลีเลียน ไดแอซ
"ฉันได้ดูพอร์ทโฟลิโอมาถึง 5 ปีอาร์ติสท์บางคนมีทักษะการออกแบบคาแร็คเตอร์และการเล่าเรื่อง
แต่ไม่มีทักษะในการถ่ายทอดเรื่องราวที่อยู่ในหัวออกมา มันต้องรวมกันระหว่างการวาดภาพ
และความเข้าใจว่าเนื้อเรื่องดำเนินอย่างไร ซึ่งหาได้ยากในคนๆหนึ่ง"


หลุย เรเยส

"ปัญหาที่เราเจอคือนักเขียนหน้าใหม่ที่พยายามจะเขียนรูปให้ดีและเขียนเรื่องให้ดีในเวลาเดียวกัน
มันยากที่จะเป็นทั้งนักวาดและนักเขียน เราเจอนักวาดที่ดีหลายคนเขียนเรื่องแย่
เราพยายามจะช่วยแต่มันเกินหน้าที่ที่บรรณาธิการจะทำได้"


อันนี้เข้าใจว่า  ทักษะการวาดรูป กับทักษะการเล่าเรื่องมันใช้คนละอย่างกัน
และส่วนใหญ่คนวาดเก่งๆที่ทำให้เรื่องลื่นไหลได้ก็จะน้อยกว่า
คือถ้าเป็นนักวาดการ์ตูนที่ดีไม่ใช่วาดเก่งอย่างเดียว แต่ต้องถ่ายทอดเป็นด้วย

ปัญหาที่ 7

มันใช้เวลาที่จะพัฒนางานภาพและการเล่าเรื่องให้ดี
แต่นักวาดการ์ตูนหลายคน ทำเป็นอาชีพโดยยังไม่พร้อมจริง


หลุย เรเยส
"ผมเห็น..เด็กๆอายุ 14 ปีใน Deviantart ที่พูดว่า -ฉันมีไอเดียการ์ตูนเรื่องเยี่ยมๆนะ-
ผมพูดกับพวกเค้าว่า รอ อีก 10 ปีนะหนู ไปเรียนรู้วิธีการเขียนก่อนจะดีกว่า...."

"ผมรู้ว่าทุกคนต้องมีการเริ่มต้นแต่มันต้องใช้เวลา ไม่มีใครอยากจ้างเด็กอายุ 18
ที่ยังไม่รู้ว่าอนาคตอยากเป็นอะไร  ลองใช้ชีวิตที่นอกเหนือจากการ์ตูนดูครับ
เรียนรู้และฝึกฝนเท่าที่ทำได้ สุดท้ายจะดีเองครับ"

โรเบิร์ต แนปตัน

"วาดพินอัพได้สวยๆก็ดีครับ แต่คือคุณต้องเรียนรู้วิธีการวาด sequential art
คือ ลำดับเรื่องเป็น"


หลุย เรเยส

"ผมไม่แคร์ครับว่าคุณจะวาดนารูโตะได้ 15 ท่า...แต่ที่ผมแคร์คือคุณวาดเรื่องให้เป็นเรื่อง
อ่านรู้เรื่อง เราอยากเห็นคุณสามารถดึงดูดความสนใจของผู้อ่านจากช่องหนึ่งไปอีกช่องหนึ่ง
คุณต้องสามารถรับคำวิจารณ์ได้และเข้าใจสิ่งต่างๆในระดับวิพากษ์วิจารณ์
การพูดว่า โห งานห่วยว่ะ ....ไม่ใช่คำวิจารณ์นะครับ คนที่พยายามวิจารณ์อย่างมีความคิด
อันนี้คุณควรฟัง ในระดับวิพากษ์วิจารณ์คือคุณต้องสามารถรับฟังได้ด้วย
ไม่ใช่โต้เถียงอย่างเดียว"


โรเบิร์ต แนปตัน

"ต้องอดทนครับ ผมได้วิจารณ์พอร์ทโฟลิโอมาก็มาก สิ่งที่เจอบ่อยคือ
อาร์ติสท์มักพูดว่า -นี่ยังไม่ดีที่สุดของผมนะ-
ถ้ามันไม่ใช่ -ที่ดีที่สุด-ของคุณ
ก็อย่าเอามาให้เราดูครับ ไม่ต้องเร่ง คุณไม่ได้วิ่งแข่งกับโลก
เตรียมพร้อมให้พร้อมจริงๆไม่ใช่ว่าบ.ก.ยังไม่ทันของคุณเห็นเลยคุณก็ชิงแก้ตัวซะแล้ว"


หลุยส์ เรเยส
"ใช้อินเตอร์เนทสิครับ เพื่อนที่ดีในยุคนี้
คือตอนนี้ถ้าคุณอยากร่วมงานกับใคร ไม่จำเป็นว่าคุณต้องอยู่อำเภอตำบลเดียวกัน
คุณแค่ติดต่อกันได้ นักเขียนและนักวาดสามารถหากันได้ง่ายขึ้นครับ"


โรเบิร์ต แนปตัน
"หรือจะทำเป็นเว็บคอมิคแบบเมก้าโตเกียวก็ได้ เป็นวิธีที่ดีนะครับ ได้ฝึกสกิลไปด้วย
ได้ดึงคนอ่านไปด้วย"


ลิเลียน ไดแอซ
"จริงค่ะ...เป็นวิธีที่ดี เพราะทางเราก็เจอนักวาดจากเว็บคอมิคเหมือนกัน
แต่ปัญหาของเว็บคอมิคคือทางคนทำมักพุ่งไปที่การวาดแต่ละหน้าออกมา
มากกว่าการใส่ใจกับความลื่นไหลของเนื้อเรื่อง"


ท้ายสุดของบทความ ผู้เขียนบทความนี้ได้บอกว่า..
อ่านจบแล้วมันหมายถึง คนที่อยากเป็นนักเขียนการ์ตูนต้องมีความพยายามมากขึ้น
เพราะว่าสำนักพิมพ์ไม่มีการเอาเงินไปทิ้งขว้าง
นักเขียนการ์ตูนต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้เป็นมืออาชีพจริงๆ
ยังมีสำนักพิมพ์หลายๆสำนักพิมพ์ในปัจจุบันเปิดกว้างและให้โอกาสกับนักเขียนใหม่ๆ
เค้ารู้ว่าสิ่งที่เค้าเขียนนั้นอาจจะทำให้หลายคนจิตตก ก็เลยฝากบทส่งท้าย
กับคำพูดของ คน 2 คนคือ...

คุณซาโตชิ นิชิมูระ (ผู้กำกับอนิเม Trigun)
"ทำที่คุณชอบครับ แล้วคุณจะภูมิใจในผลงานและมีความสุขกับมัน"

คุณยาสุฮิโระ ไนโตว(ผู้วาด Trigun)

"ในญี่ปุ่นและหลายๆที่บนโลกนี้ มีคนที่วาดการ์ตูนเรื่อง ที่ไม่ชอบวาดรูปอยู่ด้วยครับ
เพราะฉะนั้นเราต้องพัฒนาฝีมือตัวเอง ทำงานเยอะๆ ก็จะทำให้มือดีขึ้น
สิ่งที่สำคัญคือทำให้เสร็จครับ ยิ่งทำมาก ก็ยิ่งเก่งขึ้นและถ้าคุณสามารถเขียนการ์ตูนเรื่อง
ที่คนอ่านสนุกไปด้วยได้ อันนั้นคือคุณจะได้เงินครับ"


จบละ

หวังว่าจะมีประโยชน์นะ และอ่านแล้วคงได้มุมมองหลายอย่าง Smiley

Logged

.....[พลังที่แท้จริง วัดไม่ได้ด้วยตาเห็น].....
Inw[Suika]
ป้อหนาน
ชาวบ้านตัวอย่าง
*****

ค่ากรรม +3/-0
Offline Offline

Posts: 746


เทพซวยค่ะ[แตงโมหน้ากระดาน]


View Profile WWW
« Reply #1 on: August 19, 2009, 10:13:56 AM »

ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ

ปัญหาหลักของบ้านเรามี2ส่วน

ส่วนที่1 สำนักพิมพ์
-มุ่งเน้นแต่ขายของที่ขายได้แน่นอน ก็เลยเลือกที่จะเอาผลงานของนักเขียนที่มีดีกรีหรือการันตีแล้วเท่านั้น
(ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า ผลงานของนักเขียนมีชื่อจะขายได้ดีเสมอไป)

-ไม่ค่อยกล้ามองความเป็นไปได้หรือลงทุนกับเด็กใหม่ซึ่ง เด็กใหม่หลายๆคนมีแววที่จะพัฒนาได้ดีหากได้รับการสนับสนุน
เด็กใหม่ส่วนใหญ่ก็มักจะมาจากการแนะนำของคนวงในปั้นกันมา เด็กใหม่จากวงนอกที่เข้าไปได้นั้น
ต้องอาศัยฝีมือและโชคเป็นอย่างมาก หรือ ไม่ก็เลิกหวังกับสำนักพิมพ์ไปเลย
และเด็กที่มีแววจำนวนมากก็ผันตนไปในเส้นทางอื่นอย่างน่าเสียดาย

-การบริหารของสำนักพิมพ์เอง ไม่ได้สนับสนุนนักเขียนอย่างถูกวิธีนัก เน้นปริมาณกับความสวยของงานเป็นหลัก
แต่ไม่ค่อยใส่ใจกับการวางเนื้อเรื่อง การวางแผนสตอรี่ ซึ่งเป็นจุดหลักที่ทำให้ขายได้ในระยะยาว

ส่วนที่2 นักเขียน
-เมื่อตนเองฝ่าฟันขึ้นจนเป็นนักเขียนประจำ เริ่มอยู่ตัวแล้ว พัฒนาการจะเริ่มช้าลง อยู่กับที่ ด้อยลง และอีโก้ก็สูงขึ้น
  ข้อนี้เมื่อเทียบกับนักเขียนญี่ปุ่นที่ยิ่งวาดยิ่งเก่ง ยิ่งเป็นมืออาชีพแล้วยิ่งพยายามหนักขึ้น
-นักเขียนเลือกวิธีการทำงานที่ง่ายขึ้น สบายขึ้น โดยบางวิธีไม่ควรทำนัก เช่น เลือกที่จะดึง ตัวละคร ฉาก มุมมอง
ของการ์ตูนญี่ปุ่น(ดังด้วย)มาใช้อย่างโจ่งแจ้งเกินไป  



ปล.ความเห็นที่กล่าวมาข้างบนเป็นภาพรวมที่เห็นมาไม่ใช่ทั้งหมด...

จริงๆแล้วไม่ใช่เฉพาะวงการการ์ตูนไทยเท่านั้น
วงการโดจินเองก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน อาจจะเรียกว่าวิกฤตเลยก็ว่าได้

ช่วงนี้เหมือนจะมีคนเริ่มจุดประเด็นลักษณะนี้กันมากขึ้น
ไม่รู้ว่าเป็นสัญญาณบอกเหตุอะไรซักอย่างรึป่าว...






« Last Edit: August 19, 2009, 10:23:46 AM by Inw[Suika] » Logged

.....[พลังที่แท้จริง วัดไม่ได้ด้วยตาเห็น].....
Smilo
องค์การบริหารส่วนบอร์ด
ชาวบ้านบทเยอะ
*****

ค่ากรรม +1/-0
Offline Offline

Posts: 217



View Profile
« Reply #2 on: August 19, 2009, 06:31:17 PM »

เหมือนมันจะโตแต่กลับแย่กว่าเดิม

ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนตั้งแต่ผู้ใหญ่ อันนี้คิดว่าเป็นประเด็นหลังจริงๆ หากผู้นำไม่มองการกว้าง ก็จะยิ่งนำพาวงการดิ่งลงเรื่อยๆ

ก็คงไม่คิดมากมายน่ะค่ะ เพราะที่กล่าวมาข้างต้นก็โดนเขียนไปหมดแล้ว เหอๆๆ
Logged
goldfish
ชาวบ้านตัวประกอบ
**

ค่ากรรม +0/-1
Offline Offline

Posts: 16



View Profile
« Reply #3 on: December 10, 2009, 09:46:07 PM »

ยาวมาก แต่ก็อ่านจนจบ
Logged

โนคอมเม้นครับท่าน
Pages: [1]
  Print  
 
Jump to:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!